Thai (ภาษาไทย)English (United Kingdom)

รายงานการประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการ 

มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 

ครั้งที่ ๓/๒๕๕๓

วันอังคารที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๑๐.๐๐ – ๑๓.๓๐ น.

ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

 

ประธานการประชุม     : ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา     

ระเบียบวาระที่ ๑ : เรื่องประธานแจ้งที่ประชุมทราบ

         ประธานการประชุมสำรวจจำนวนสมาชิก เมื่อครบองค์ประชุมแล้ว จึงกล่าวเปิดการประชุม        

                ๑.๑ การจัดซื้อครุภัณฑ์สภาคณาจารย์และข้าราชการ (กล้องถ่ายรูป)

                ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ กล่าวว่า สภาคณาจารย์และข้าราชการได้ดำเนินการทำหนังสือถึงมหาวิทยาลัยเพื่อขออนุมัติซื้อกล้องถ่ายรูป และมหาวิทยาลัยได้อนุมัติตามที่บันทึกขอซื้อแล้ว

                   มติที่ประชุม

                                    สภาคณาจารย์ฯ รับทราบ

            .๒ มอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

                        ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ กล่าวว่า ตามที่ สภามหาวิทยาลัยราชภัฏ   สวนสุนันทา ได้อนุมัติให้มอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่ ฯพณฯ นายบัวสอน บุบผาวัน นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เนื่องจากสภามหาวิทยาลัยได้พิจารณาแล้วว่า ท่านเป็นบุคคลที่บริหารพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน สภามหาวิทยาลัยได้เดินทางไปมอบปริญญาดังกล่าวที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในวันที่ ๘ – ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๓ โดยประธานสภาคณาจารย์ฯ ในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัยได้ร่วมเดินทางไปในการนี้ด้วย

                        มติที่ประชุม

                                    สภาคณาจารย์ฯ รับทราบ

            .๓ ภรรยาอาจารย์กานน สมร่าง ถึงแก่กรรม

                        ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ กล่าวว่า เนื่องด้วย มหาวิทยาลัยได้แจ้งให้ทราบว่า ภรรยา อาจารย์กานนท์ สมร่าง อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ ถึงแก่กรรมนั้น สภาคณาจารย์และข้าราชการได้ร่วมแสดงความเสียใจโดยการส่งพวงหรีดไปที่งานศพ โดยเจ้าภาพกำหนดพระราชทานเพลิงศพในวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๓ ที่วัดกลางวรวิหาร จังหวัดสมุทรปราการ

                        มติที่ประชุม

                                    สภาคณาจารย์ฯ รับทราบ

ระเบียบวาระที่ ๓ : เรื่องสืบเนื่อง

           ๓.๑ โครงการศึกษาดูงานสภาคณาจารย์และข้าราชการ 

ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ กล่าวว่า ตามที่ สภาคณาจารย์และข้าราชการได้มีมติว่า จะกำหนดเดินทางไปศึกษาดูงานทางภาคใต้ และลังกาวี ในวันที่ ๒๙ มีนาคม – ๔ เมษายน ๒๕๕๓ ทางภาคอีสาน และมหาวิทยาลัยดงดก ประเทศลาว และมหาวิทยาลัยดานัง ประเทศเวียดนาม นั้น ได้มีกรรมการสภาคณาจารย์ฯ บางท่านเห็นว่า ในวันและเวลาดังกล่าวนั้นยังอยู่ในช่วงการเรียนการสอนภาคฤดูร้อน อาจจะยากในการอนุมัติโครงการ และในการขออนุมัติศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศนั้น ต้องใช้เวลาในการติดต่อร่วมเดือน จึงขอให้กรรมการสภาคณาจารย์ฯ แสดงความเห็นเพื่อหามติในวันที่จะศึกษาดูงานด้วย

ที่ประชุมร่วมแสดงความคิดเห็น สรุปได้ดังนี้

๑)     ในการกำหนดการศึกษาดูงานควรตรวจสอบปฏิทินวิชาการของมหาวิทยาลัยให้รอบคอบก่อนกำหนดวัน

๒)     จากที่สำรวจในปฏิทินวิชาการของมหาวิทยาลัยปรากฏว่า มีวันที่ว่างคือช่วงวันที่ ๑๗ – ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เพียงช่วงเวลานี้เท่านั้น

                    มติที่ประชุม

                          สภาคณาจารย์ฯ รับทราบ ให้จัดโครงการศึกษาดูงานในวันที่ ๑๗ – ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓

ระเบียบวาระที่ ๔ : เรื่องเสนอเพื่อทราบ

           ๔.๑ ประชุมเสวนา ๔ สภา ณ จังหวัดกาญจนบุรี

ประธานสภาคณาจารย์ฯ กล่าวว่า ตามที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้กำหนดให้จัดเสวนา ๔ สภา ขึ้นในวันที่ ๑๙ – ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๒ โดยมีหัวข้อในการเสวนา ดังนี้

๑)     สถานที่เรียนไม่เพียงพอ สถานที่ให้นักศึกษานั่งระหว่างรอเข้าห้องเรียนไม่พอเพียง

๒)     งบประมาณเพื่อสนับสนุนกิจกรรมนักศึกษา

๓)     การเปิดหลักสูตรใหม่ของแต่ละคณะ มีการซ้ำซ้อนหรือใกล้เคียงกันมาก

๔)     การประกันอุบัติเหตุแก่อาจารย์และเจ้าหน้าที่ ที่เดินทางออกไปนอกสถานที่หรือไปต่างจังหวัด

๕)     สถานภาพของอาจารย์ยังเป็นข้อกังวลของอาจารย์จำนวนมาก

๖)     ความร่วมมือกับสถาบันในประเทศและต่างประเทศ

๗)     การจัดหาหอพักนักศึกษา

๘)     การใช้ประโยชน์จากระบบไอที เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้ประโยชน์มากขึ้น

๙)     การใช้ทรัพยากรร่วมกัน

และขอให้กรรมการสภาคณาจารย์ฯ เตรียมการชี้แจงในเรื่องสวัสดิการสำหรับพนักงานและเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย สำหรับคนที่จะเดินทางโดยรถยนต์ของมหาวิทยาลัยนั้น ขอให้มาพร้อมเพรียงกันที่ลานจอดรถหน้าคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในเวลา ๐๙.๐๐ น.

                      มติที่ประชุม                             

                                  สภาคณาจารย์ฯ รับทราบ

            ๔.๒ กฎ ก.พ.ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการกรณีไม่สามารถปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล พ.ศ. ๒๕๕๒

                       ประธานสภาคณาจารย์ฯ กล่าวว่า ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๒๖ ตอนที่ ๑๕ ก วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๒ เรื่อง กฎ ก.พ.ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการกรณีไม่สามารถปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งขอยกรายละเอียดบางตอนให้ทราบ ดังนี้

ข้อ ๔ เมื่อผู้บังคับบัญชาประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดตามมาตรา ๗๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. ๒๕๕๑ แล้วเห็นว่าข้าราชการผู้ใดมีผลการปฏิบัติราชการในระดับที่ต้องให้ได้รับการพัฒนาปรับปรุงตนเองก็ให้แจ้งผู้นั้นทราบเกี่ยวกับผลการประเมิน พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้นั้นเข้ารับการพัฒนาปรับปรุงตนเองโดยให้ลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ ในการพัฒนาปรับปรุงตนเองให้ผู้บังคับบัญชาจัดให้ข้าราชการผู้นั้นทำคำมั่นในการพัฒนาปรับปรุงตนเองโดยกำหนดเป้าหมายในระดับอันเป็นที่พอใจของทางราชการให้ชัดเจนเพื่อใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติราชการครั้งต่อไป การประเมินผลการปฏิบัติราชการและการพัฒนาปรับปรุงตนเองของข้าราชการตามวรรคหนึ่งให้มีระยะเวลาไม่เกินสามรอบการประเมิน

                     ในกรณีที่ผู้ถูกประเมินเห็นว่าการประเมินผลการปฏิบัติราชการของผู้บังคับบัญชามีความไม่เป็นธรรมอาจทำคำคัดค้านยื่นต่อผู้บังคับบัญชารวมไว้กับผลการประเมินเพื่อเป็นหลักฐานได้

ข้อ ๕ เมื่อผู้บังคับบัญชาประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญตามคำมั่นในการพัฒนาปรับปรุงตนเองตามข้อ ๔ แล้ว ปรากฏว่าผู้นั้นไม่ผ่านการประเมินในระดับอันเป็นที่พอใจของทางราชการตามคำมั่นในการพัฒนาปรับปรุงตนเอง ให้รายงานผลการประเมินดังกล่าวต่อผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗

เมื่อได้รับรายงานตามวรรคหนึ่ง ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๕๗ อาจดำเนินการ ดังนี้

(๑) กรณีข้าราชการผู้รับการประเมินประสงค์จะออกจากราชการ ก็ให้สั่งให้ออกจากราชการ หรือ

(๒) สั่งให้ข้าราชการผู้นั้นเข้ารับการพัฒนาปรับปรุงตนเองอีกครั้งหนึ่งโดยทำคำมั่นในการพัฒนาปรับปรุงตนเองเป็นครั้งที่สอง หรือ

(๓) สั่งให้ข้าราชการผู้นั้นออกจากราชการ

จึงแจ้งกรรมการสภาคณาจารย์ฯ เพื่อทราบ และในฐานะผู้แทนคณาจารย์และข้าราชการ เห็นควรนำประกาศนี้เผยแพร่ต่อไป รายละเอียดตามประกาศ

                        มติที่ประชุม

                                   สภาคณาจารย์ฯ รับทราบ

 

ระเบียบวาระที่ ๕ : เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา

           ๕.๑ ข้าราชการละทิ้งหน้าที่สอน เพราะไปราชการบ่อย ตามที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ 

                           ประธานสภาคณาจารย์ฯ กล่าวว่า ตามข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๓ คอลัมน์คลินิกครูคำหล้า ในหัวเรื่อง “ผศ. ละทิ้งหน้าที่” เขียนว่า  ไม่กี่วันมานี้ จดหมายจาก รพ.วชิระ บอกว่า “ครูคำหล้า ดิฉันไม่ใช่คนขี้อิจฉานะ” เธอเขียน “หลานสาวของดิฉันเรียนที่นั่น ฉันยืนยัน”

เธอขอให้แจ้ง รศ.ดร.ช่วงโชติ พันธุเวช อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เพราะหลานเธอเรียนโปรแกรมวิชาการจัดการวัฒนธรรมที่นั่น เล่าให้ฟังว่า อาจารย์คนหนึ่งละทิ้งการสอนบ่อยๆ มักอ้างว่าไปราชการทั้งในและต่างประเทศ แต่จะไปจริงหรือเปล่านักศึกษาไม่ทราบ แต่ว่า อาจารย์ หรือ ครู คนนี้ ก็ได้ทำลายความตั้งใจของนักศึกษาอย่างไม่น่าให้อภัย หากมหาวิทยาลัยปล่อยไว้เช่นนี้ ก็เท่ากับอนุรักษ์แบบอย่างที่ไม่ดีไว้ เพราะเด็กชอบเอาอย่างผู้ใหญ่ นักเรียนชอบเอาอย่างครู หากปรารถนาให้นักเรียนมีความประพฤติดี มีมารยาท ครูต้องระมัดระวังเรื่องนี้ยิ่งกว่าอาชีพอื่น อยากบอกว่า ไม่มีวิธีอบรมใดๆ ดีกว่าการทำตนเป็นตัวอย่างที่ดีอีกแล้ว

จึงได้ดำเนินการสอบถามข้อเท็จจริงไปยังโปรแกรมวิชาดังกล่าว และคณบดีประจำคณะ ได้ความว่า ในโปรแกรมวิชาดังกล่าวมีอาจารย์ที่แจ้งว่าไปราชการบ่อยจริง และไม่ได้มีการจัดการเรียนการสอนชดเชยหรือจัดให้อาจารย์ท่านอื่นสอนแทน เนื่องจากข่าวลักษณะดังกล่าวเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงและเกียรติคุณของมหาวิทยาลัย จึงขอให้กรรมการสภาคณาจารย์ฯ ร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว

           ที่ประชุมร่วมแสดงความคิดเห็น สรุปได้ดังนี้

๑)     สอบถามว่า คณบดีได้ดำเนินการแก้ไขปัญหานี้หรือยัง ขอยกตัวอย่างคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่าในการไปราชการนั้น ได้จัดการเรียนการสอนชดเชยหรือไม่ หรือให้อาจารย์ท่านอื่นสอนแทนหรือไม่ เพราะถ้าในส่วนการเรียนการสอนไม่เรียบร้อย ก็จะไม่มีการไปราชการดังกล่าวเกิดขึ้น ซึ่งปัญหานี้ขึ้นอยู่กับผู้บริหารขั้นต้น และในกรณีนี้ มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการอย่างไร

ตอบคำถามประเด็นนี้ บุคคลดังกล่าวรู้วิธีที่จะหลบหลีกเอกสารไม่ให้ผู้บริหารทราบ และทางคณะจะดำเนินการแจ้งให้มหาวิทยาลัยทราบ

๒)     โปรแกรมวิชาดังกล่าวควรชี้แจงให้มหาวิทยาลัยทราบข้อเท็จจริงด้วย

๓)     มหาวิทยาลัยควรเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อเป็นการให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

๔)     หลังจากทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว มหาวิทยาลัยควรชี้แจงให้ประชาคมทั้งภายนอกและภายในมหาวิทยาลัยได้รับรู้ถึงข้อเท็จจริง เพื่อกอบกู้ชื่อเสียงผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องแต่ถูกพาดพิงคืนกลับมา รวมทั้งชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจจะแจ้งผ่านกลับไปยังคอลัมน์ดังกล่าวในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

๕)     ในการทำหนังสือถึงมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ควรจะระบุชื่อบุคคลลงไป ควรระบุแค่ชื่อโปรแกรมวิชาตามที่หนังสือพิมพ์ได้ลงไว้เท่านั้น                                 

                         มติที่ประชุม

                                 สภาคณาจารย์ฯ เห็นควรแจ้งให้มหาวิทยาลัยทราบ เพื่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริง

           ๕.๒ ข้าราชการอุทธรณ์ต่อสภาคณาจารย์ฯ เรื่องไม่ได้รับความเป็นธรรม 

                            ประธานสภาคณาจารย์ฯ กล่าวว่า ตามที่ อาจารย์ยุทธกร สริกขกานนท์ ได้รับหนังสือแจ้งจากมหาวิทยาลัยให้ชดใช้เงินแก่มหาวิทยาลัยในฐานะผู้บังคับบัญชา อันเนื่องมาจากกรณีผู้ใต้บังคับบัญชาทำเงินยืมมหาวิทยาลัยหาย อาจารย์ยุทธกร สริกขกานนท์ เห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงอุทธรณ์ถึงสภาคณาจารย์ฯ เพื่อให้ช่วยพิจารณาในประเด็นดังต่อไปนี้

๑)     คำว่าผู้บังคับบัญชาที่ต้องรับผิดชอบ มีข้าพเจ้าคนเดียวหรือไม่

๒)     ต่อไปนี้คณาจารย์ทั้งหลายอาจหมดกำลังใจที่จะเสียสละทุ่มเทการทำงานให้แก่องค์กร ซึ่งความรับผิดชอบเหล่านี้อาจนำมาซึ่งความเดือดร้อนในภายหลังได้

๓)     ข้าพเจ้าไม่มั่นใจว่าผู้บริหารท่านอื่นๆ โดยเฉพาะในระดับสูงๆ เคยต้องรับผิดชอบเช่นนี้หรือไม่ เพราะยิ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงต้องมีผู้ใต้บังคับบัญชามาก คนเหล่านั้นอาจต้องกระทำผิดพลาดในหน้าที่ได้เช่นกัน

จึงขอให้กรรมการสภาคณาจารย์ฯ แสดงความคิดเห็นและหาแนวทางร่วมกัน

          ที่ประชุมร่วมแสดงความคิดเห็น สรุปได้ดังนี้

๑)     จากที่เคยเกิดกรณีเหมือนกับที่ร้องเรียนมา มหาวิทยาลัยก็ให้ชดใช้เงินเช่นเดียวกัน แต่ในกรณีนี้ อาจเป็นเพราะว่าอาจารย์มีเงินประจำตำแหน่ง จึงต้องรับผิดชอบชดใช้ด้วย แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวผู้ที่ทำเงินหายควรเป็นผู้ที่รับผิดชอบคนเดียว

๒)     จากที่อ่านในเอกสารที่แนบมานั้น ถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้ที่เก็บรักษาเงิน เพราะเก็บไว้ด้วยความไม่รอบคอบทั้งที่รู้ว่าลิ้นชักโต๊ะนั้นไม่สามารถล็อคกุญแจได้

๓)     ผู้ที่รับผิดชอบกรณีนี้คนแรกคือผู้ที่เซ็นสัญญายืมเงินไป กับผู้ที่เก็บรักษาเงินโดยประมาทเลินเล่อ รวมไปถึงรองคณบดีที่ได้รับมอบหมายในโครงการนี้นั้นก็คือผู้บังคับบัญชาขั้นต้น ต้องเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาในการเก็บรักษาเงิน

๔)     ถ้าระบุว่าผู้บังคับบัญชาขั้นต้นต้องรับผิดชอบด้วยนั้น ควรหมายความรวมถึงหัวหน้าสำนักงานคณบดีด้วย

๕)     มหาวิทยาลัยควรมีระเบียบเรื่องการรับผิดชอบต่อทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยสูญหายให้ชัดเจน ว่าใครควรเป็นคนรับผิดชอบบ้าง

                        มติที่ประชุม

                                   สภาคณาจารย์ฯ เห็นชอบดังนี้

๑)     เสนอมหาวิทยาลัยเพื่อให้มหาวิทยาลัยพิจารณาเรื่องนี้อย่างถูกต้องเป็นธรรมและคำนึงถึงขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน

๒)     เสนอให้มหาวิทยาลัยพิจารณาแนวทางในการจัดทำระเบียบความรับผิดชอบการยืม – คืนเงิน ของแต่ละหน่วยงาน

 

ระเบียบวาระที่ ๖ : เรื่องอื่นๆ

         ๖.๑ คณะกรรมการสโมสรอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

  ประธานสภาคณาจารย์ฯ กล่าวว่า เนื่องจากสภาคณาจารย์ฯ มีมติในการประชุมครั้งที่ ๒/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ให้ดำเนินการจัดตั้งคณะกรรมการสโมสรอาจารย์มหาวิทยาลัย ราชภัฏสวนสุนันทา เพื่อดำเนินงานของสโมสรอาจารย์ฯ และขอแจ้งว่าจะขอความร่วมมือกับประธานคณะอนุกรรมการสภาคณาจารย์และข้าราการทุกคณะ ร่วมเป็นคณะกรรมการดำเนินงานสโมสรอาจารย์ พร้อมทั้งสามารถเสนอบุคคลที่ท่านคิดว่ามีความสามารถในเรื่องนี้เข้ามาร่วมในคณะกรรมการชุดนี้ด้วย

                        มติที่ประชุม                                  

                                 สภาคณาจารย์ฯ เห็นชอบ

          ๖.๒ การประชุมคณะกรรมการสรรหาที่ปรึกษาสภาคณาจารย์และข้าราชการ

                        รองประธานสภาคณาจารย์ฯ (รองศาสตราจารย์อุบล กลองกระโทก) กล่าวว่า จากที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาที่ปรึกษาสภาคณาจารย์ฯ ได้ข้อสรุปดังนี้ ที่ประชุมเสนอผู้ที่เหมาะสม ๓ ท่าน ดังนี้

๑)     รองศาสตราจารย์ธีรศักดิ์ วงศ์คำแน่น

๒)     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิทย์ จินดาพล

๓)     อาจารย์วิวัฒน์ จันทรสมบูรณ์

                       หลังจากนั้นที่ประชุมได้สรุปรายงานการประชุมส่งให้กับประธานสภาคณาจารย์ฯ ได้ทราบ และมีข้อเสนอแนะมายังคณะกรรมการสรรหาที่ปรึกษาสภาคณาจารย์ฯ ว่า ควรเลือกบุคคลที่เหมาะสมในภาพลักษณ์ที่ให้มหาวิทยาลัยมองสภาคณาจารย์ฯ ในแง่ที่ดี ดังนั้นในการประชุมวันนี้ จึงขอให้กรรมการสภาคณาจารย์ฯ ร่วมกันเสนอบุคคลที่เหมาะสมในการนี้เลย

 ที่ประชุมเสนอบุคคลที่เหมาะสม ดังนี้

๑)     อาจารย์พรรษา สุขสมจิตต์

๒)     รองศาสตราจารย์ธีรศักดิ์ วงศ์คำแน่น

๓)     อาจารย์วิวัฒน์ จันทรสมบูรณ์

                        มติที่ประชุม   

                                  สภาคณาจารย์ฯ เห็นชอบ

         ๖.๓ การส่งผลการเรียนล่าช้า

                         กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุวรรณ ฉัตรทอง) กล่าวว่า ตามที่มหาวิทยาลัยได้มีหนังสือแจ้งเวียนมายังคณะ กรณีที่อาจารย์ส่งผลการเรียนล่าช้า จะถูกตัดไม่ให้มีภาระงานสอนหนึ่งภาคเรียนนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับ กฎ ก.พ.ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการพลเรือนสามัญออกจากราชการ กรณีไม่สามารถปฏิบัติราชการให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล พ.ศ.๒๕๕๒ นั้น จากใจความที่ว่าเมื่อผู้บังคับบัญชาประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือนสามัญแล้วเห็นว่าข้าราชการผู้ใดมีผลการปฏิบัติราชการในระดับที่ต้องให้ได้รับการพัฒนาปรับปรุงตนเองก็ให้แจ้งผู้นั้นทราบเกี่ยวกับผลการประเมิน พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้นั้นเข้ารับการพัฒนาปรับปรุงตนเองโดยให้ลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ ในการพัฒนาปรับปรุงตนเองให้ผู้บังคับบัญชาจัดให้ข้าราชการผู้นั้นทำคำมั่นในการพัฒนาปรับปรุงตนเองโดยกำหนดเป้าหมายในระดับอันเป็นที่พอใจของทางราชการให้ชัดเจนเพื่อใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติราชการครั้งต่อไป การประเมินผลการปฏิบัติราชการและการพัฒนาปรับปรุงตนเองของข้าราชการตามวรรคหนึ่งให้มีระยะเวลาไม่เกินสามรอบการประเมินการประเมินผลการปฏิบัติราชการและการพัฒนาปรับปรุงตนเองของข้าราชการตามวรรคหนึ่งให้มีระยะเวลาไม่เกินสามรอบการประเมิน มหาวิทยาลัยได้ ในกฎหมายที่กล่าวมานั้นยังอนุโลมการประเมินถึงสามครั้ง แต่ทำไมมหาวิทยาลัยจึงตัดสิทธิ์ผู้ที่ส่งเกรดล่าช้าตั้งแต่ครั้งแรก มหาวิทยาลัยควรมีระดับในการกำหนดบทลงโทษในเรื่องดังกล่าวที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากกว่านี้

                           มติที่ประชุม   

                                   สภาคณาจารย์ฯ รับทราบ และจะทำหนังสือสอบถามไปยังมหาวิทยาลัยในเรื่องดังกล่าว

         ๖.๔ คำรับรองการปฏิบัติงานของ ก.พ.ร.

                           กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศรีสุวรรณ เกษมสวัสดิ์) กล่าวว่า ด้วย คณาจารย์คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับหนังสือการประเมินภาระงานจากสำนักงานประจำคณะ แต่ผลที่ปรากฏออกมาคือ อาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมได้คะแนนประเมินเท่ากันหมดทุกหัวข้อ ซึ่งอยากขอสอบถามคณะกรรมการสภาคณาจารย์ฯ คณะอื่นว่าได้รับหนังสือนี้หรือไม่ ซึ่งในคะแนนที่ได้นั้น เป็นคะแนนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเหมือนกันทุกคน ดังนั้น จึงอยากทราบและหาข้อชัดเจนในเรื่องนี้

                            กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์วีณา มิ่งขวัญ) ชี้แจงว่า ที่คณะศิลปกรรมก็ได้รับใบประเมินนี้เช่นกัน แต่ระดับคะแนนที่ประเมินออกมานั้นแตกต่างกันทุกคน โดยหลังจากที่ได้รับแล้วเห็นว่าคะแนนที่ได้ไม่ได้เป็นไปตามความจริง คณาจารย์สามารถประชุมร่วมกันเพื่อปรับเปลี่ยนคะแนนได้ และตนคิดว่าการออกแบบประเมินนี้น่าจะขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาของแต่ละคณะ

                            มติที่ประชุม   

                                       สภาคณาจารย์ฯ รับทราบ

         ๖.๕ การจัดทำเสื้อแจ็คเก็ตของสภาคณาจารย์และข้าราชการ

                             กรรมการสภาคณาจารย์ฯ (อาจารย์วรรณภร ศิริพละ) กล่าวว่า ตามที่สภาคณาจารย์ฯ ได้มีมติให้จัดทำเสื้อแจ็คเก็ตนั้น วันนี้ ได้นำตัวอย่างเสื้อแจ็คเก็ตมาเพื่อให้กรรมการทุกท่านพิจารณา สีและแบบของเสื้อ

                             มติที่ประชุม   

                                       สภาคณาจารย์ฯ เห็นชอบ และให้จัดทำเสื้อแจ็คเก็ตสีเทาอมดำ ปกคอเสื้อสีชมพู ปักตราสภาคณาจารย์ฯ ที่หน้าอกด้านซ้ายด้วยสีชมพู

 

 เลิกประชุมเวลา  ๑๓.๓๐ น.